watching

ละครเวทีในประเทศไทยดูจะไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก มีการแสดงและมีผู้ชมในกลุ่มแคบๆ ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ใช้การสร้างละครเวทีระดับมหาวิทยาลัยเป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าสู่เบื้องหลังวงการบันเทิง ทว่าก็ยังมีกลุ่มผู้สร้างละครเวทีที่สนใจนำเสนอผลงานมีคุณภาพอยู่พอให้เห็นบ้าง
เมื่อไม่นานมานี้ โครงการจัดตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ และสถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ร่วมกับ คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยดนตรีและคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ วงบางกอกสตริงควอร์เต็ท ได้จัดละครเวทีดนตรีสดเรื่อง ควอร์เต็ท ขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมแสงอรุณ (สาทร) เป็นการจัดละครที่มีการร่วมมือจากสองส่วน คือคณะผู้จัดทำละครเวที และคณะผู้แสดงดนตรี โดยมีมัลลิกา ตั้งสงบ (นักแสดงของพระจันทร์เสี้ยว การละคร) เป็นผู้กำกับการแสดง ถือว่าเป็นละครเวทีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง!!

เรื่อง ควอร์เต็ท เป็นบทละครที่คัดเลือกมาจากบทละคร 9 เรื่อง ในโครงการการแปลและนำเสนอบทละครร่วมสมัยจากสหภาพยุโรป ซึ่งมีผู้อำนวยการโครงคือ อาจารย์รัศมี เผ่าเหลือทอง อดีตผู้จัดตั้งคณะละครสองแปด ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการละครเวทีของไทยมานานจนเป็นที่ยอมรับนับถือ

ควอร์เต็ท เขียนโดย นักเขียนบทละครชาวสวีเดน ชื่อ นิคลาส รอดสเตริม ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลายทั้งวรรณกรรมและกวีนิพนธ์ เรื่องราวในควอร์เต็ท มีฉากเป็นบรรยากาศในประเทศรัสเซียยุคหลังการปฏิวัติ หรือยุคสตาลิน โดยมีแรงบันดาลใจในการเขียนบทละครมาจากชีวิตของ ดมิทริ ชอสทาโกวิช นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย ที่มีชีวิตที่หดหู่และปวดร้าวสาหัส ภายใต้กรอบการปกครองของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ และได้ประพันธ์เพลง String Quartet Op.110 No.8 (1960) อุทิศให้ตนเองเพื่อเป็นความทรงจำแห่งความโหดเหี้ยมของระบบการปกครองฟาสซิสต์และเหยื่อแห่งสงคราม อันเป็นเพลงที่ใช้ประกอบในการแสดงละครเวทีนี้ ซึ่งมี 5 ท่อน มีท่วงทำนองกระชับและเข้มข้น สอดร้อยกับเรื่องราวบนเวทีทั้ง 5 องก์ ที่เข้มข้นด้วยเนื้อหาและการปะทะกันทางอารมณ์ของนักแสดง

เนื้อหาของเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจาก อิซาค ครูสอนเชลโลในรัสเซียเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ขณะมาเยี่ยมลูกสาวที่ลี้ภัยออกจากรัสเซีย เขาสั่งเสียไว้ก่อนตายว่าอยากให้นักดนตรี 4 คน ที่เขารู้จัก คือ อิริน่าลูกสาวของเขา เฮลก้า ครูของลูกสาว แจ็ค สามีของลูกสาว และเซอร์เก อดีตลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มาร่วมเล่นควอร์เต็ทหมายเลข 8 ของชอสทาโกวิชในงานศพของเขา และจากการเริ่มต้นซ้อมการแสดงนี้ ความจริงและความลวง การเปิดเผยของเรื่องราวแห่งการทรยศหักหลังก็เริ่มต้นขึ้น ความเป็นมนุษย์ผู้โดดเดี่ยวและทุกข์ระทม ค่อยๆ เผยร่างขึ้นทีละน้อยควบคู่ไปกับเสียงดนตรีอันเศร้าลึกแห่งวงควอร์เต็ทสตริง

นักดนตรีวงควอร์เต็ทที่ร่วมในการแสดงนี้ ถือว่ายิ่งใหญ่ระดับประเทศ จาก BSO คือ ศิริพงษ์ ทิพย์ธัญ (ไวโอลิน1) อ้อมพร โฆวินทะ (ไวโอลิน2) ทัศนา นาควัชระ (วิโอล่า) และ อภิชัย เลี่ยมทอง (เชลโล)

สำหรับนักแสดงบนเวที มีตัวละครบนเวทีเพียง 4 คนเท่านั้น คือ อีริน่า (ฟาริดา จิราพันธุ์) เฮลก้า (สุมณฑา สวนผลรัตน์) แจ็ค (สมเกียรติ เจริญโรจนาวณิชย์) และ เซอร์เก (ผาเรือง ยั่งยืน) และมีบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึง (ซึ่งนับว่าเป็นบุคคลสำคัญในการร้อยเรื่องราวเข้าด้วยกัน) 2 คน คือ อิซาค และ ชอสทาโกวิช

การแสดงเปิดฉากด้วยการบรรเลงของวงควอร์เต็ทในท่อนแรกของเพลง เนิบช้า ก่อนม่านของนักดนตรีจะค่อยๆ ปิดลง เหลือเพียงแสงไฟสลัวที่จัดมุมแสงให้เห็นเงาของผู้เล่นดนตรีในมุมขยายใหญ่เหนือจริง เวทีของนักแสดงเปิดฉากด้วยการเดินเข้ามาอย่างรีบร้อนของเฮลก้า ครูสอนไวโอลิน หล่อนหอบโน้ตเพลงหอบใหญ่มาวางไว้บนเปียโน พลางจัดห้องให้พร้อมสำหรับการซ้อมดนตรี แต่หล่อนก็แสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่าในท่วงท่าเข้มแข็งนั้นหล่อนมีโรคประจำตัว อีริน่าเป็นคนต่อมาที่เดินเข้ามาในฉาก ในลักษณะแบบหญิงสาวอ่อนเยาว์ที่มีความมั่นใจ เธอพบว่าครูของเธอมีอาการไม่สบาย แต่เฮลก้ายืนยันว่าแข็งแรง และไม่มีทางตายง่ายๆ เพราะมีภาระสำคัญคือการแสดงควอร์เต็ทหมายเลข 8 อีริน่าเป็นคนที่เข้ามาเปิดเผยบรรยากาศตอนอิซาค พ่อของเธอเสียชีวิต ผู้ชมรู้ว่าเธออยู่ในภาวะโศกเศร้าอย่างมาก ที่เข้ามาพร้อมกันต่อมาคือ แจ็ค และเซอร์เก ชายสองคนในบุคลิกตรงกันข้าม แจ็คดูเงียบขรึมเหมือนคนอมทุกข์ ในขณะที่เซอร์เกเอาแต่หัวเราะและพูดจาแสดงความรำลึกต่างๆ นานาถึงอิซาคผู้ตาย อย่างเหมือนกับอวดอ้างความสนิทสนม ผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่า เฮลก้ามีท่าทีประชดประชันและเสแสร้งทำเป็นนับถือเซอร์เก แสร้งเรียกเซอร์เกอย่างประชดประชันว่าเป็นยอดฝีมือ แต่ในช่วงที่เฮลก้าอยู่เพียงคนเดียวบนเวที เธอถึงกับเรียกเซอร์เกว่า ไอ้ตูด การประชดประชันนี้ เป็นจุดแรกแห่งความขัดแย้ง และการเปิดเผยความจริง

เมื่อเซอร์เกอยู่เพียงลำพังกับอีริน่า ทั้งสองเริ่มต้นการระลึกถึงวัยเยาว์ ความหลงรักในวัยเด็กเปิดเผยขึ้นอย่างน่าประทับใจ ก่อนที่จะแตกสลายลงยับเยินเมื่ออีริน่าฉุกคิดได้ว่า รายละเอียดในครอบครัวของตนอยู่ในสายตาของเซอร์เกมากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า เซอร์เกคือสายลับ ที่ทำให้พ่อของเธอถูกยัดเยียดข้อหาตรงข้ามกับรัฐบาล แต่ความลับของเซอร์เก แท้ที่จริงหาเป็นความลับไม่ หลังจากอีริน่าวิ่งหนีหายไป แจ็คกลับมาพร้อมกับเฮลก้า และเปิดเผยว่าความลับเรื่องสายลับของเซอร์เก ไม่เคยเป็นความลับแม้แต่น้อย เพราะอิซาคได้สังเกตรู้มาตลอดเวลาและเป็นผู้บอกกับแจ็ค เอง แต่แจ็คมีความลับกว่านั้น เขาเปิดเผยความจริงว่าตอนอิซาคตาย ที่ข้างตัวเขามียานอนหลับ 3 แผง พร้อมจดหมายที่จ่าหน้าถึงลูกสาวของเขา จดหมายลาตายที่บอกเล่าถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างของชีวิต จดหมายที่ส่งคำเตือนให้ลูกสาวจงระวังภาวะนี้ของชีวิต ในขณะเดียวกัน ความลับของเฮลก้าก็เผยขึ้น จากการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงเย็นชา ร้ายกาจ หลังจากที่แจ็คเปิดเผยว่าอีริน่าเคยท้อง และแท้งลูกไปหลังจากการแสดงเดี่ยวไวโอลิน เฮลก้ายอมรับว่าแท้ที่จริงแล้วเธอเคยมีชีวิตครอบครัว และเคยมีลูก แต่ลูกของเธอพิการ เธอทอดทิ้งลูกและหย่ากับสามี เมื่อเซอร์เกเปิดเผยเรื่องความรู้สึกทรมานเมื่อต้องจับเครื่องดนตรี แจ็คก็มีความลับว่าเขาชอบชอบแสดงเป็นวงเพราะเขาเพียงแต่จับคันสีวิโอล่า แต่มิได้สีมันเลย เป็นสิทธิ์ที่จะไม่เล่น

เมื่อความลับที่ซ่อนเร้น ความทรยศ ความปิดบัง เปิดเผยขึ้น วงการซ้อมก็เกือบจะแตก ทว่าประโยคของเฮลก้า ที่ย้ำว่า เรากำลังมีหน้าที่ซ้อมดนตรี ทำให้ควอร์เต็ทกลับมาเป็นวงได้ และแต่ละคนก็กลับสู่ภาระหน้าที่ของตนเช่นเดิม

ละครเวทีนี้ดึงดูดความสนใจของผู้ชมด้วยดนตรีสด ทั้งที่เล่าคลอตลอดการแสดง และที่เล่นระหว่างองก์ อันเป็นแต่ละท่อนของเพลงเองด้วย เสียงเศร้าของเครื่องสายทำให้คล้อยตามบทในละครที่เชื่อว่าชอสทาโกวิช แต่งเพลงนี้เพื่อเป็นเพลงงานศพของตนเอง ในช่วงของการแสดงระหว่างองก์ ผ้าม่านจะเปิดขึ้นเผยลีลาของนักดนตรีภายใต้แสงไฟสลัว ครั้นเมื่อเข้าสู่การแสดงในบทเวทีในองก์ต่อมา ม่านของนักดนตรีจะปิดลงเหลือเพียงเงาเคลื่อนไหวของนักดนตรี เป็นการแบ่งความสำคัญของแต่ละส่วนการแสดงได้อย่างลงตัว

การแสดงบทเวทีของตัวละครทั้ง 4 คนนั้น ในช่วงแรกออกจะเนิบช้า ดูเหมือนจะน่าเบื่อ เพราะผู้ชมยังจับความของเรื่องไม่ชัด และตัวละครยังอยู่ในอารมณ์ฟูมฟาย (ในแบบของแต่ละตัวละคร) ทว่าเมื่อความจริงที่ซ่อนเร้นกำลังเผยขึ้น นักแสดงแต่ละคนจะต้องเค้นความสามารถเพื่อฉากการปะทะกันทางอารมณ์นี้ ฉากที่โดดเด่นมากคือการปะทะกันทั้งทางอารมณ์และคารม ระหว่างเฮลก้า ครูสอนไวโอลินที่ยืนยันในความเป็นครู กับเซอร์เก มือเชลโลผู้หยิ่งผยอง เฮลก้ามองเห็นความอ่านแอและอ่อนด้อยของเซอร์เกอย่างทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่เซอร์เกก็มองเห็นปมภายในของเฮลก้าเช่นกัน นักแสดงทั้งสองเล่นได้อย่างเต็มที่ ด้วยพลังเสียงที่ก้องสะท้อนสะเทือนใจ และแววตาที่สั่นไหว โดยเฉพาะสุมณฑา ผู้แสดงเป็นเฮลก้า ที่แสดงแววตา ซ่อนเร้นความอ่อนแอ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งตาของเธอคล้ายๆ จะหวาดผวาไร้ความมั่นใจ บางครั้งก็ก้าวร้าวเสียเหลือเกิน ส่วนผาเรือง ผู้แสดงเป็นเซอร์เก มีน้ำเสียงที่มีพลัง แสดงความโอ้อวดได้อย่างน่าเชื่อ

ฟาริดา ผู้แสดงเป็นอิรีน่า เป็นนักแสดงที่โดดเด่นน้อยกว่าคนอื่น แม้ว่าบทจะเด่น แต่การเปล่งเสียงของเธอไม่ได้จังหวะที่มีพลัง อาจจะเป็นเพราะเธอเป็นตัวละครที่ดำรงบุคลิกสาวอ่อนเยาว์ ดังนั้นเมื่ออยู่ในฉากเดียวกับคนอื่น เธอจึงด้อยลงไป แต่เธอก็แสดงอารมณ์โกรธและเสียใจพร้อมกัน อย่างที่เรียกว่า โกรธจนน้ำตาร่วง ได้อย่างน่าชื่นชม ส่วน สมเกียรติ ผู้แสดงเป็นแจ็ค แรกทีเดียวดูเหมือนจะแข็ง แต่แท้จริงแล้วนั่นคือบุคลิกของตัวละครที่กำลังเก็บความลับไว้เต็มอก จนออกอาการตื่นๆ จนเมื่อถึงฉากที่เขาได้ปะทะอารมณ์กับเซอร์เกและเฮลก้า จึงได้เห็นว่าเขามีความสามารถในการแสดงที่ดี

สาระสำคัญของละครเวทีเรื่องนี้ มิใช่แค่การกล่าวถึงวงควอร์เต็ท เพียงอย่างเดียว แต่นำเสนอภาพซ้อนระหว่างสามส่วน คือ สภาพทางสังคม ความเป็นมนุษย์ และ หน้าที่ของศิลปิน

สภาพทางสังคมที่ปรากฏในเรื่องคือบรรยากาศของรัสเซีย ในสมัยการปกครองของสตาลิน ที่มีความเป็นเผด็จการสูง ควบคุมกระทั่งศิลปะการดนตรี ในความกดดันของสถานการณ์การเมือง บีบให้นักดนตรีฝีมือดีต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่ผู้เขียนบทละครชี้ให้เห็นว่าภายใต้การเมืองที่กดดันนั้น ความกดดันในจิตของมนุษย์นั้นยิ่งยากเกินจะเข้าใจ ความเป็นมนุษย์นั้นโดดเดี่ยวกว่าที่เราจะจินตนาการได้ และในความโดดเดี่ยวของแต่ละคนได้ผลักดันให้แต่ละคนแสดงออกมาในรูปแบบบุคลิกและการกระทำที่ต่างกัน แม้ตัวละครอย่างเซอร์เกจะดูเหมือนเป็นผู้ร้าย เพราะเป็นสายลับให้รัฐบาล แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว เซอร์เกเป็นคนที่น่าสงสารอย่างยิ่ง ความเดียวดาย ไร้ตัวตน ผลักไสให้เขาพยายามสร้างเกราะป้องกันในรูปแบบอื่น กลายเป็นคนหยิ่งผยอง ทะนงตนอย่างน่าสมเพช ส่วนเฮลก้า ภายใต้ฉากความแข็งแกร่งความเย็นชาเบื้องหน้า แท้จริงเธอเป็นคนที่อ่อนแอจนน่าสงสาร การปกปิดความอ่อนแอนั่นเองที่ทำให้เธอกกลายเป็นคนกระด้าง อีริน่าผู้อ่อนเยาว์นั้นอีกเล่า เธอมิใช่หญิงสาวสูงส่งมั่นใจในตัวเองเช่นภาพที่เธอแสดงออกมา หากแต่เธอเป็นเพียงเด็กหญิงผู้โหยหาความรัก และขาดความมั่นใจในตัวเอง ส่วนแจ็ค เป็นเพียงชายหนุ่มที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ต้องการรู้สึกถึงความมีอยู่ของตนด้วยการทำตน ไม่มีอยู่ เป็นการขบถต่อตัวเอง ตัวละครทั้งสี่นั้นถ่ายสะท้อนสภาวะแตกต่างของมนุษย์ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความโดดเดี่ยวเดียวดายในการดำรงอยู่ ความเดียวดายในความเป็นมนุษย์ โดดเดี่ยวในการมีชีวิตอยู่ เหมือนที่อิซาคเขียนไว้ในจดหมายลาตายถึงอีริน่าว่าให้จงระวังความเดียวดาย ดังที่เขาเป็น (และนำไปสู่การเลือกที่จะตาย)

แม้ว่าสุดท้าย ตัวละครทั้งสี่กลับสู่หน้าที่ของตนเอง คือนักดนตรี เสมือนผู้เขียนต้องการย้ำถึงหน้าที่ของศิลปิน ที่แม้จะอยู่ในความขัดแย้งใด ศิลปินย่อมมีหน้าที่ของตน

ทว่าภายใต้หน้าที่อันยิ่งใหญ่นั้น ความเดียวดายได้ฉายโชนออกมาทางแววตา และมิรู้ว่าแต่ละคนจะรับมือกับความเดียวดายของความเป็นมนุษย์อย่างไร

เสียงดนตรีท่อนจบของฉากสุดท้าย จึงเหงาเศร้าเหลือเกิน

ละครเวที อาจจะไม่คุ้นหูนักชมมหรสพนัก เรื่องที่ตอนนี้กำลังอยู่ในที่สนใจของสื่อมวลชน และผู้ชมทั่วไป คงจะเป็นละครเวทีฟอร์มใหญ่ ฟ้าจรดทราย ของ ถกลเกียรติ

แต่หากเคยสัมผัสละครเวทีจริงๆ จะทราบว่า ละครเวทีมิจำเป็นต้อง "ฟอร์มยักษ์" ละครเวทีฟอร์มเล็ก แต่ดีมากๆ ก็มีให้ชม คณะหนึ่งที่ฉันชื่นชอบเสมอมา คือ พระจันทร์เสี้ยว ฉันเคยดูมาตั้งแต่เรื่อง กูชื่อพญาพาน, มาดามเหมา, กระโจมไฟ ล่าสุด คือเรื่อง แอนธิโกเน

ในเดือนนี้ พระจันทร์เสี้ยวการละคร ได้จัดเทศกาลการละครขึ้น ณ ละครโรงเล็ก Crescent Moon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์

ทว่า กิจกรรมออกจะมากมาย และได้รับการตอบรับจากสื่อน้อยมาก ประกอบกับช่วงกลางสัปดห์ เกิดการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ อนิจจกรรม ของท่านผู้หญิงปรีดี พนมยงค์ ทำให้ข่าวกิจกรรมเทศกาลการละครถูกกลบไป

อย่างไรก็ตาม ในเสาร์อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายค่ะ ของดีๆ ยังมีให้ทุกท่านได้รับชม

เสาร์ 26 พฤษภาคม
16.00 น. ตลาดนัดคนละคร
19.00 น. ละครเรื่อง แสลง
20.00 น. ละครเรื่องโสมเกาหลี
20.50 น. Talk Back

อาทิตย์ 27 พฤษภาคม
14.00 น. -16.00 น.
เสวนาเรื่อง "ผู้กำกับหญิง: มุมมองที่แตกต่าง?"
16.00 น. ตลาดนัดคนละคร
19.00 น. ละครเรื่องโสมเกาหลี
20.00 น. ละครเรื่องแสลง

รายละเอียดละคร

ละครเรื่อง โสมเกาหลี (เสาร์ 26 พค. 20.00 น อาทิตย์ 27 พค. 19.00 น.)


"ผู้หญิงตัวคนเดียวคนหนึ่งตัดสินใจทิ้งปัญหาชีวิต มาตั้งหลักที่อพาร์ทเมนท์ ห้อง 911 แต่เพราะความเหงาเธอจึงโพสต์หาเพื่อนร่วมห้องทางอินเตอร์เน็ต เมื่อเธอคนนั้นมาถึง เรื่องราวความแตกต่างระหว่างกันจึงเริ่มต้น ทั้งคู่จะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันหรือมีทางเลือกอื่นสำหรับเธอทั้งสอง ณ ห้อง 911"

กำกับโดย ฟารีดา จิราพันธุ์ และ อุษาวดี สุนทรเกตุ กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์


ละครเรื่อง แสลง (เสาร์ 26 พค. 19.00 น อาทิตย์ 27 พค. 20.00 น.)

"เรื่องอกหัก รักขม ระทมทุกข์ ของคนแปลกหน้าสองคนที่กำลังเสียความรู้สึก เมื่อประสบเหตุ "เขาไม่รักเรา" ความผิดหวัง โศกเศร้า และเสียself กับห้วงเวลาที่จะต้องเยียวยารักษาหัวใจให้ผ่านคืนวันนี้ไปโดยไม่ทำร้ายตัวเอง"

กำกับโดย สินีนาฏ เกษประไพ กลุ่มพระจันทร์เสี้ยวการละคร

(กรุณาสำรองที่นั่ง จำกัดต่อรอบ 30 ที่)

Tel. 08-6623-2902, 08-1259-6906

พระจันทร์เสี้ยวการละคร
Crescent Moon Theatre
๖๕ / ๑ อาคารสถาบันปรีดีพนมยงค์ ถนนสุขุมวิท ๕๕ (ซอยทองหล่อ) เขตวัฒนา กรุงเทพ ๑๐๑๑๐


edit @ 2007/05/24 00:09:32

เพิ่งไปดูละครเวทีเรื่อง แสลง มาค่ะ
กำกับโดย สินีนาฏ เกษประไพ

สดๆ ร้อนๆ จาก สถาบันปรีดีพนมยงค์ เทศกาลละคร ของกลุ่มคนทำละครเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจ และทำงานกันมาอย่างต่อเนื่อง

ละครที่เลือกดูคือเรื่อง แสลง ค่ะ
ที่เลือกดูเรื่องนี้เพราะเชื่อในฝีมือของ สินีนาฏ ค่ะ ประทับใจตั้งแต่เธอเล่นเรื่อง กูชื่อพญาพาน ของพระจันทร์เสี้ยว เธอนับเป็นศิษย์พระจันทร์เสี้ยวรุ่นหลังๆ ค่ะ แต่ตอนนี้ก็มาเป็น รุ่นพี่ ของกลุ่มคนทำละครเวทีใหม่ๆ ค่ะ

การแสดงละครเวทีในเทศกาลละคร ผู้หญิงในดวงจันทร์ ครั้งนี้ จัดแสดงในห้องเล็กๆ ในสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซึ่งห้องเล็กๆ ดังกล่าว แท้ที่จริงคือ ห้องซ้อม ของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว และเมื่อถึงเวลานี้ ก็จัดเป็นโรงละครได้อย่างน่ารัก และกันเอง


บรรยากาศหน้าโรงละครก็เล็กๆ น่ารัก มีการขายของแนวๆ กันนิดหน่อย คุ้นๆ หน้ากันอยู่ บางคนก็เป็นนักแสดงของพระจันทร์เสี้ยวค่ะ เคยเห็นผลงานกันอยู่ อย่างพี่คนนี้ แสดงเป็นเทพพยากรณ์ ในเรื่อง แอนธิโกเน ค่ะ (ในละครแกแสดงเป็นหมอดูตาบอด แกทำตาบอดด้วยการเหลือกตาเห็นแต่ตาขาวตลอดเรื่อง ทำได้เหลือเชื่อมากเลย)

ถึงการแสดงเรื่องแสลง เราจึงได้ไปชมบรรยากาศโรงละครโรงเล็ก เล็กๆ แต่ก็ทำที่นั่งลดเป็นสแตนด์ ลดหลั่นชั้น ทำให้คนดูไม่มีการบังหัวกันแน่นอน คนดูจึงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเวทีไปด้วย

ฉากเป็นสวนเล็กๆ ใบไม้ร่วงเต็มพื้น ต้นไม้สีขาวยืนต้นคู่กัน ด้านหน้ามีม้านั่งสีขาวหนึ่งตัว
เรื่องเปิดด้วยเด็กหนุ่มคนหนึ่ง พร้อมช่อดอกไม้ในมือ คุยโทรศัพท์ ที่ทำให้ทราบว่า กำลังง้อหญิงสาว และจะรออยู่ที่สวนนี้ ขณะนั่งรอยาวนานนั้น ตัวละครหญิงมีอายุ นุ่งผ้าตีนจกแบบทางเหนือ หิ้วของพะรุงพะรัง ทั้งกระเป๋าเดินทาง และตะกร้าใบให้ สักครู่ การโทรศัพท์ของเธอทำให้ทราบว่า คนที่เธอต้องการคุยไม่อยู่

และเรื่องราว ความรัก ของคนสองยุคก็ปรากฏขึ้น
ชายหนุ่ม กับอาการหัวเสียเกินกว่าเหตุ วิธีคิดอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแฟน ส่วนป้าชาวเหนือที่แทนตัวเองว่าจำปา ก็พยายามทำให้ชายหนุ่มตื่นจากอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง และการณ์ก็เปิดเผยถึง ความรัก ของป้าจำปา
มันใช่แค่เรื่องของความรักหรอกค่ะ แต่ละครกำลังบอกถึง ความเป็นผู้หญิง ในความรักของสองยุค

ชายหนุ่มผู้หัวเสีย เป็นนักแสดงมีฝีมือค่ะ ในแอนธิโกเน เขาก็เล่นเป็นตัวละครสำคัญ ในแสลง คุณจะเห็นว่า เขาแสดงอาการ อกหัก ได้เหมือนมาก ในอาการปริ่มๆ น้ำตาจะร่วง พูดไป ปากสั่นไป เหมือนจะร้องไห้ แต่ก็กลั้นเอาไว้ เขาแสดง การกลั้นร้องไห้ ได้สมชายค่ะ ในขณะที่ ป้าจำปาที่แสนอารมณ์ดี น่ารัก เวียงใส และอู้คำเมืองตลอดเรื่อง ทำให้เราหัวเราะไปกับความซื่อ และน่ารักของแก แต่เมื่อเรื่อง น้ำเน่า ของแกเปิดเผยขึ้น เราก็ได้เห็นป้าร้องห่มร้องไห้ ในแบบของป้า ที่ทำให้เราเองก็น้ำตาซึม เลยทีเดียว

ละครเรื่องแสลง จบลงแบบแฮปปี้ แต่ชีวิตจริง มันยาก
ผู้ทำละครเพียงต้องการสะท้อนเสี้ยวหนึ่งของ เรื่องน้ำเน่า ของผู้หญิงไทย
พรุ่งนี้ก็ยังมีการแสดงนะคะ


edit @ 2007/05/26 22:15:28
edit @ 2007/05/29 11:42:55


midorikwa
View full profile