

ละครเวทีในประเทศไทยดูจะไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก มีการแสดงและมีผู้ชมในกลุ่มแคบๆ ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ใช้การสร้างละครเวทีระดับมหาวิทยาลัยเป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าสู่เบื้องหลังวงการบันเทิง ทว่าก็ยังมีกลุ่มผู้สร้างละครเวทีที่สนใจนำเสนอผลงานมีคุณภาพอยู่พอให้เห็นบ้าง
เมื่อไม่นานมานี้ โครงการจัดตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ และสถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ร่วมกับ คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยดนตรีและคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ วงบางกอกสตริงควอร์เต็ท ได้จัดละครเวทีดนตรีสดเรื่อง ควอร์เต็ท ขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมแสงอรุณ (สาทร) เป็นการจัดละครที่มีการร่วมมือจากสองส่วน คือคณะผู้จัดทำละครเวที และคณะผู้แสดงดนตรี โดยมีมัลลิกา ตั้งสงบ (นักแสดงของพระจันทร์เสี้ยว การละคร) เป็นผู้กำกับการแสดง ถือว่าเป็นละครเวทีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง!!
เรื่อง ควอร์เต็ท เป็นบทละครที่คัดเลือกมาจากบทละคร 9 เรื่อง ในโครงการการแปลและนำเสนอบทละครร่วมสมัยจากสหภาพยุโรป ซึ่งมีผู้อำนวยการโครงคือ อาจารย์รัศมี เผ่าเหลือทอง อดีตผู้จัดตั้งคณะละครสองแปด ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการละครเวทีของไทยมานานจนเป็นที่ยอมรับนับถือ
ควอร์เต็ท เขียนโดย นักเขียนบทละครชาวสวีเดน ชื่อ นิคลาส รอดสเตริม ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลายทั้งวรรณกรรมและกวีนิพนธ์ เรื่องราวในควอร์เต็ท มีฉากเป็นบรรยากาศในประเทศรัสเซียยุคหลังการปฏิวัติ หรือยุคสตาลิน โดยมีแรงบันดาลใจในการเขียนบทละครมาจากชีวิตของ ดมิทริ ชอสทาโกวิช นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย ที่มีชีวิตที่หดหู่และปวดร้าวสาหัส ภายใต้กรอบการปกครองของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ และได้ประพันธ์เพลง String Quartet Op.110 No.8 (1960) อุทิศให้ตนเองเพื่อเป็นความทรงจำแห่งความโหดเหี้ยมของระบบการปกครองฟาสซิสต์และเหยื่อแห่งสงคราม อันเป็นเพลงที่ใช้ประกอบในการแสดงละครเวทีนี้ ซึ่งมี 5 ท่อน มีท่วงทำนองกระชับและเข้มข้น สอดร้อยกับเรื่องราวบนเวทีทั้ง 5 องก์ ที่เข้มข้นด้วยเนื้อหาและการปะทะกันทางอารมณ์ของนักแสดง
เนื้อหาของเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจาก อิซาค ครูสอนเชลโลในรัสเซียเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ขณะมาเยี่ยมลูกสาวที่ลี้ภัยออกจากรัสเซีย เขาสั่งเสียไว้ก่อนตายว่าอยากให้นักดนตรี 4 คน ที่เขารู้จัก คือ อิริน่าลูกสาวของเขา เฮลก้า ครูของลูกสาว แจ็ค สามีของลูกสาว และเซอร์เก อดีตลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มาร่วมเล่นควอร์เต็ทหมายเลข 8 ของชอสทาโกวิชในงานศพของเขา และจากการเริ่มต้นซ้อมการแสดงนี้ ความจริงและความลวง การเปิดเผยของเรื่องราวแห่งการทรยศหักหลังก็เริ่มต้นขึ้น ความเป็นมนุษย์ผู้โดดเดี่ยวและทุกข์ระทม ค่อยๆ เผยร่างขึ้นทีละน้อยควบคู่ไปกับเสียงดนตรีอันเศร้าลึกแห่งวงควอร์เต็ทสตริง
นักดนตรีวงควอร์เต็ทที่ร่วมในการแสดงนี้ ถือว่ายิ่งใหญ่ระดับประเทศ จาก BSO คือ ศิริพงษ์ ทิพย์ธัญ (ไวโอลิน1) อ้อมพร โฆวินทะ (ไวโอลิน2) ทัศนา นาควัชระ (วิโอล่า) และ อภิชัย เลี่ยมทอง (เชลโล)
สำหรับนักแสดงบนเวที มีตัวละครบนเวทีเพียง 4 คนเท่านั้น คือ อีริน่า (ฟาริดา จิราพันธุ์) เฮลก้า (สุมณฑา สวนผลรัตน์) แจ็ค (สมเกียรติ เจริญโรจนาวณิชย์) และ เซอร์เก (ผาเรือง ยั่งยืน) และมีบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึง (ซึ่งนับว่าเป็นบุคคลสำคัญในการร้อยเรื่องราวเข้าด้วยกัน) 2 คน คือ อิซาค และ ชอสทาโกวิช
การแสดงเปิดฉากด้วยการบรรเลงของวงควอร์เต็ทในท่อนแรกของเพลง เนิบช้า ก่อนม่านของนักดนตรีจะค่อยๆ ปิดลง เหลือเพียงแสงไฟสลัวที่จัดมุมแสงให้เห็นเงาของผู้เล่นดนตรีในมุมขยายใหญ่เหนือจริง เวทีของนักแสดงเปิดฉากด้วยการเดินเข้ามาอย่างรีบร้อนของเฮลก้า ครูสอนไวโอลิน หล่อนหอบโน้ตเพลงหอบใหญ่มาวางไว้บนเปียโน พลางจัดห้องให้พร้อมสำหรับการซ้อมดนตรี แต่หล่อนก็แสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่าในท่วงท่าเข้มแข็งนั้นหล่อนมีโรคประจำตัว อีริน่าเป็นคนต่อมาที่เดินเข้ามาในฉาก ในลักษณะแบบหญิงสาวอ่อนเยาว์ที่มีความมั่นใจ เธอพบว่าครูของเธอมีอาการไม่สบาย แต่เฮลก้ายืนยันว่าแข็งแรง และไม่มีทางตายง่ายๆ เพราะมีภาระสำคัญคือการแสดงควอร์เต็ทหมายเลข 8 อีริน่าเป็นคนที่เข้ามาเปิดเผยบรรยากาศตอนอิซาค พ่อของเธอเสียชีวิต ผู้ชมรู้ว่าเธออยู่ในภาวะโศกเศร้าอย่างมาก ที่เข้ามาพร้อมกันต่อมาคือ แจ็ค และเซอร์เก ชายสองคนในบุคลิกตรงกันข้าม แจ็คดูเงียบขรึมเหมือนคนอมทุกข์ ในขณะที่เซอร์เกเอาแต่หัวเราะและพูดจาแสดงความรำลึกต่างๆ นานาถึงอิซาคผู้ตาย อย่างเหมือนกับอวดอ้างความสนิทสนม ผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่า เฮลก้ามีท่าทีประชดประชันและเสแสร้งทำเป็นนับถือเซอร์เก แสร้งเรียกเซอร์เกอย่างประชดประชันว่าเป็นยอดฝีมือ แต่ในช่วงที่เฮลก้าอยู่เพียงคนเดียวบนเวที เธอถึงกับเรียกเซอร์เกว่า ไอ้ตูด การประชดประชันนี้ เป็นจุดแรกแห่งความขัดแย้ง และการเปิดเผยความจริง
เมื่อเซอร์เกอยู่เพียงลำพังกับอีริน่า ทั้งสองเริ่มต้นการระลึกถึงวัยเยาว์ ความหลงรักในวัยเด็กเปิดเผยขึ้นอย่างน่าประทับใจ ก่อนที่จะแตกสลายลงยับเยินเมื่ออีริน่าฉุกคิดได้ว่า รายละเอียดในครอบครัวของตนอยู่ในสายตาของเซอร์เกมากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า เซอร์เกคือสายลับ ที่ทำให้พ่อของเธอถูกยัดเยียดข้อหาตรงข้ามกับรัฐบาล แต่ความลับของเซอร์เก แท้ที่จริงหาเป็นความลับไม่ หลังจากอีริน่าวิ่งหนีหายไป แจ็คกลับมาพร้อมกับเฮลก้า และเปิดเผยว่าความลับเรื่องสายลับของเซอร์เก ไม่เคยเป็นความลับแม้แต่น้อย เพราะอิซาคได้สังเกตรู้มาตลอดเวลาและเป็นผู้บอกกับแจ็ค เอง แต่แจ็คมีความลับกว่านั้น เขาเปิดเผยความจริงว่าตอนอิซาคตาย ที่ข้างตัวเขามียานอนหลับ 3 แผง พร้อมจดหมายที่จ่าหน้าถึงลูกสาวของเขา จดหมายลาตายที่บอกเล่าถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างของชีวิต จดหมายที่ส่งคำเตือนให้ลูกสาวจงระวังภาวะนี้ของชีวิต ในขณะเดียวกัน ความลับของเฮลก้าก็เผยขึ้น จากการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงเย็นชา ร้ายกาจ หลังจากที่แจ็คเปิดเผยว่าอีริน่าเคยท้อง และแท้งลูกไปหลังจากการแสดงเดี่ยวไวโอลิน เฮลก้ายอมรับว่าแท้ที่จริงแล้วเธอเคยมีชีวิตครอบครัว และเคยมีลูก แต่ลูกของเธอพิการ เธอทอดทิ้งลูกและหย่ากับสามี เมื่อเซอร์เกเปิดเผยเรื่องความรู้สึกทรมานเมื่อต้องจับเครื่องดนตรี แจ็คก็มีความลับว่าเขาชอบชอบแสดงเป็นวงเพราะเขาเพียงแต่จับคันสีวิโอล่า แต่มิได้สีมันเลย เป็นสิทธิ์ที่จะไม่เล่น
เมื่อความลับที่ซ่อนเร้น ความทรยศ ความปิดบัง เปิดเผยขึ้น วงการซ้อมก็เกือบจะแตก ทว่าประโยคของเฮลก้า ที่ย้ำว่า เรากำลังมีหน้าที่ซ้อมดนตรี ทำให้ควอร์เต็ทกลับมาเป็นวงได้ และแต่ละคนก็กลับสู่ภาระหน้าที่ของตนเช่นเดิม
ละครเวทีนี้ดึงดูดความสนใจของผู้ชมด้วยดนตรีสด ทั้งที่เล่าคลอตลอดการแสดง และที่เล่นระหว่างองก์ อันเป็นแต่ละท่อนของเพลงเองด้วย เสียงเศร้าของเครื่องสายทำให้คล้อยตามบทในละครที่เชื่อว่าชอสทาโกวิช แต่งเพลงนี้เพื่อเป็นเพลงงานศพของตนเอง ในช่วงของการแสดงระหว่างองก์ ผ้าม่านจะเปิดขึ้นเผยลีลาของนักดนตรีภายใต้แสงไฟสลัว ครั้นเมื่อเข้าสู่การแสดงในบทเวทีในองก์ต่อมา ม่านของนักดนตรีจะปิดลงเหลือเพียงเงาเคลื่อนไหวของนักดนตรี เป็นการแบ่งความสำคัญของแต่ละส่วนการแสดงได้อย่างลงตัว
การแสดงบทเวทีของตัวละครทั้ง 4 คนนั้น ในช่วงแรกออกจะเนิบช้า ดูเหมือนจะน่าเบื่อ เพราะผู้ชมยังจับความของเรื่องไม่ชัด และตัวละครยังอยู่ในอารมณ์ฟูมฟาย (ในแบบของแต่ละตัวละคร) ทว่าเมื่อความจริงที่ซ่อนเร้นกำลังเผยขึ้น นักแสดงแต่ละคนจะต้องเค้นความสามารถเพื่อฉากการปะทะกันทางอารมณ์นี้ ฉากที่โดดเด่นมากคือการปะทะกันทั้งทางอารมณ์และคารม ระหว่างเฮลก้า ครูสอนไวโอลินที่ยืนยันในความเป็นครู กับเซอร์เก มือเชลโลผู้หยิ่งผยอง เฮลก้ามองเห็นความอ่านแอและอ่อนด้อยของเซอร์เกอย่างทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่เซอร์เกก็มองเห็นปมภายในของเฮลก้าเช่นกัน นักแสดงทั้งสองเล่นได้อย่างเต็มที่ ด้วยพลังเสียงที่ก้องสะท้อนสะเทือนใจ และแววตาที่สั่นไหว โดยเฉพาะสุมณฑา ผู้แสดงเป็นเฮลก้า ที่แสดงแววตา ซ่อนเร้นความอ่อนแอ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งตาของเธอคล้ายๆ จะหวาดผวาไร้ความมั่นใจ บางครั้งก็ก้าวร้าวเสียเหลือเกิน ส่วนผาเรือง ผู้แสดงเป็นเซอร์เก มีน้ำเสียงที่มีพลัง แสดงความโอ้อวดได้อย่างน่าเชื่อ
ฟาริดา ผู้แสดงเป็นอิรีน่า เป็นนักแสดงที่โดดเด่นน้อยกว่าคนอื่น แม้ว่าบทจะเด่น แต่การเปล่งเสียงของเธอไม่ได้จังหวะที่มีพลัง อาจจะเป็นเพราะเธอเป็นตัวละครที่ดำรงบุคลิกสาวอ่อนเยาว์ ดังนั้นเมื่ออยู่ในฉากเดียวกับคนอื่น เธอจึงด้อยลงไป แต่เธอก็แสดงอารมณ์โกรธและเสียใจพร้อมกัน อย่างที่เรียกว่า โกรธจนน้ำตาร่วง ได้อย่างน่าชื่นชม ส่วน สมเกียรติ ผู้แสดงเป็นแจ็ค แรกทีเดียวดูเหมือนจะแข็ง แต่แท้จริงแล้วนั่นคือบุคลิกของตัวละครที่กำลังเก็บความลับไว้เต็มอก จนออกอาการตื่นๆ จนเมื่อถึงฉากที่เขาได้ปะทะอารมณ์กับเซอร์เกและเฮลก้า จึงได้เห็นว่าเขามีความสามารถในการแสดงที่ดี
สาระสำคัญของละครเวทีเรื่องนี้ มิใช่แค่การกล่าวถึงวงควอร์เต็ท เพียงอย่างเดียว แต่นำเสนอภาพซ้อนระหว่างสามส่วน คือ สภาพทางสังคม ความเป็นมนุษย์ และ หน้าที่ของศิลปิน
สภาพทางสังคมที่ปรากฏในเรื่องคือบรรยากาศของรัสเซีย ในสมัยการปกครองของสตาลิน ที่มีความเป็นเผด็จการสูง ควบคุมกระทั่งศิลปะการดนตรี ในความกดดันของสถานการณ์การเมือง บีบให้นักดนตรีฝีมือดีต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่ผู้เขียนบทละครชี้ให้เห็นว่าภายใต้การเมืองที่กดดันนั้น ความกดดันในจิตของมนุษย์นั้นยิ่งยากเกินจะเข้าใจ ความเป็นมนุษย์นั้นโดดเดี่ยวกว่าที่เราจะจินตนาการได้ และในความโดดเดี่ยวของแต่ละคนได้ผลักดันให้แต่ละคนแสดงออกมาในรูปแบบบุคลิกและการกระทำที่ต่างกัน แม้ตัวละครอย่างเซอร์เกจะดูเหมือนเป็นผู้ร้าย เพราะเป็นสายลับให้รัฐบาล แต่ในความเป็นมนุษย์แล้ว เซอร์เกเป็นคนที่น่าสงสารอย่างยิ่ง ความเดียวดาย ไร้ตัวตน ผลักไสให้เขาพยายามสร้างเกราะป้องกันในรูปแบบอื่น กลายเป็นคนหยิ่งผยอง ทะนงตนอย่างน่าสมเพช ส่วนเฮลก้า ภายใต้ฉากความแข็งแกร่งความเย็นชาเบื้องหน้า แท้จริงเธอเป็นคนที่อ่อนแอจนน่าสงสาร การปกปิดความอ่อนแอนั่นเองที่ทำให้เธอกกลายเป็นคนกระด้าง อีริน่าผู้อ่อนเยาว์นั้นอีกเล่า เธอมิใช่หญิงสาวสูงส่งมั่นใจในตัวเองเช่นภาพที่เธอแสดงออกมา หากแต่เธอเป็นเพียงเด็กหญิงผู้โหยหาความรัก และขาดความมั่นใจในตัวเอง ส่วนแจ็ค เป็นเพียงชายหนุ่มที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ต้องการรู้สึกถึงความมีอยู่ของตนด้วยการทำตน ไม่มีอยู่ เป็นการขบถต่อตัวเอง ตัวละครทั้งสี่นั้นถ่ายสะท้อนสภาวะแตกต่างของมนุษย์ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความโดดเดี่ยวเดียวดายในการดำรงอยู่ ความเดียวดายในความเป็นมนุษย์ โดดเดี่ยวในการมีชีวิตอยู่ เหมือนที่อิซาคเขียนไว้ในจดหมายลาตายถึงอีริน่าว่าให้จงระวังความเดียวดาย ดังที่เขาเป็น (และนำไปสู่การเลือกที่จะตาย)
แม้ว่าสุดท้าย ตัวละครทั้งสี่กลับสู่หน้าที่ของตนเอง คือนักดนตรี เสมือนผู้เขียนต้องการย้ำถึงหน้าที่ของศิลปิน ที่แม้จะอยู่ในความขัดแย้งใด ศิลปินย่อมมีหน้าที่ของตน
ทว่าภายใต้หน้าที่อันยิ่งใหญ่นั้น ความเดียวดายได้ฉายโชนออกมาทางแววตา และมิรู้ว่าแต่ละคนจะรับมือกับความเดียวดายของความเป็นมนุษย์อย่างไร
เสียงดนตรีท่อนจบของฉากสุดท้าย จึงเหงาเศร้าเหลือเกิน





