writing

การที่ผู้หญิงเป็นสินค้าทางเพศ ก็เป็นที่ชวนกระอักกระอ่วนยิ่งนัก สำหรับข้าพเจ้า แม้จะถือคติแบบสตรีนิยมว่า เรือนร่างของเรา เป็นสิทธิของเรา แต่การเอาเรือนร่างมาเร่ขาย ข้าพเจ้าเห็นว่านับเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างถึงขีดสุด ไม่ให้เหลือความเป็นคนกันอีก เป็นการกระทำที่เจ้าของเรือนร่างคิดว่า มีสิทธิในเรือนร่างเต็มที่ แต่ในความจริง การเร่ขายเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงการนับถือเงินเป็นใหญ่ อย่ามาอ้างสิทธิในร่างกายใดๆ เมื่อนำเรือนร่างมาแบหลาให้เพศตรงข้ามเล่นเป็นของสนุก เพื่อเงิน


ข้าพเจ้าเชื่อในสิทธิของการใช้เรือนร่างของมนุษย์เพศหญิง เช่น พวกหล่อนมีสิทธิในการเลือก ขอย้ำว่า เลือก ที่จะนอนกับคนที่พอใจ เลือก มิใช่ถูกเลือก หรือยอมนอนกับใครก็ได้ เพื่อเงิน นั่นมิใช่หนทางของการใช้เรือนร่างตามสิทธิของตน


ทุนนิยมและโลกเทคโนโลยี กลับยิ่งทำให้คติเร่ขายร่างกาย แพร่หลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สมัยอดีต การโฆษณาสินค้านาผืนน้อย ทำได้เพียงการโฆษณาเฉพาะจุดขาย นั่นคือ มีอะไรก็โชว์กันตรงนั้น ต่อหน้ามนุษย์คู่ค้า อีกนัยหนึ่งคือ เพื่อดักล่อเหยื่อตัณหากลับ ทว่า ในโลกของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต อีเมล เอ็มเอสเอ็น การโฆษณาสินค้าออนไลน์ดูจะกลายเป็นเรื่องระบาดในหมู่วัยรุ่น


ก่อนหน้านี้ อีเมลประเภทเสนอราคาขายชัดเจน แพร่หลายอยู่มาก เป็นการขายสินค้ากันตรงๆ โดยส่งเมล์สุ่มให้กลุ่มลูกค้า เป็นภาพถ่ายทุกอิริยาบท ไม่ต่างจากหนังสือปลุกใจเสือป่า พร้อมระบุว่ายังเรียนอยู่ที่ไหน ติดต่อที่เบอร์ไหน ปิดท้ายว่า ราคาเท่าไหร่ต่อคืน หรือบางคนระบุว่า ไม่รับค้างคืน นี่ชัดเจนว่า เป็นการขายตัวออนไลน์ ไม่ต้องไปนั่งขายยืนขายหน้าโรงแรมสยาม หรือนั่งอ่อยเหยื่อหน้าผับบาร์ดังๆ


การขายตัวจึงกลายเป็นเรื่องง่าย เมื่อสื่อผ่านในอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องกลัวใครมาเห็นตอนยืนขายตัว หากคนรู้จักมาเปิดเจอเมล์ ก็อ้างไปว่า โดนกลั่นแกล้ง เพราะมันไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า


แต่เมื่อมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น โทรศัพท์มือถือถ่ายวิดีโอได้ และยูทูบมียูทูบเป็นเว็บไซต์สื่อกลาง (ไม่อยากบอกว่า จริงๆ มันมีพอร์นทูบอีกอัน นั่นสำหรับพวกฮาร์ดคอร์) การเปิดเผยเรือนร่างแบบสาธารณ์ก็ยิ่งแพร่ระบาด


เริ่มจาก การโชว์เล็กๆ น้อยๆ ผ่านเว็บแคม อวดเนินอก อ้าขาวับแวม จนกระทั่งโชว์แบบถึงขั้นสยองแบบดาราหนังโป๊ โดยนิสัยใจกล้าหน้าด้านเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะพวกหล่อนคิดว่าหล่อนไม่รู้จักคู่สนทนาขนาดที่จะทำให้เกิดความอับอาย


มันระบาด เพราะมันเป็นสื่อที่มีความเป็นส่วนตัวสูง แอบทำในที่ลับ แต่แพร่ขยายกระจายไปดังไฟลามทุ่ง (สำนวนเก่าไปไหมเนี่ย) กลายเป็นคลิป เป็นอีเมล์ ส่งต่อๆๆๆ กันไปไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น ดาราคนไหนออกัสซั่มโชว์ คนทั้งประเทศที่มีคอมพิวเตอร์ ก็สามารถก็รู้กันหมด


การ ที่ดารานางนั้น ทำท่าเซ็กซี่ล่อชาย ออกมา 2 เวอร์ชั่น และกำลังมีเวอร์ชั่นที่ 3 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะหล่อนให้สัมภาษณ์ว่า หล่อนถ่ายแบบให้นิตยสารฉบับหนึ่ง แล้วนิตยสารฉบับนั้นเอาภาพคลิปวิดีโอมาลงแพร่กระจายในอินเทอร์เน็ต พร้อมกันนั้นก็ทำสุ้มเสียงว่าไม่พอใจ แต่กลับปิดท้ายว่าทำอะไรไม่ได้ ฟ้องก็ไม่ได้ ที่เธอพูดก็นั้นส่อให้เห็นว่า เธอน่าจะมีการเซ็นสัญญาครอบคลุมไว้แล้ว เธอจึงฟ้องร้องไม่ได้ นั่นเป็นการเปิดช่องให้เห็นว่า แท้จริงเธอก็มีส่วนรู้เห็นการกระทำเช่นนี้อยู่ เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะแรงขนาดที่ปรากฏออกมา


นี่เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่มหาวิบัติ เด็กสาววัยรุ่น ถือเป็นเรื่องยอดฮิตที่จะได้โชว์ของดีของตัวเองในสื่อออนไลน์ โดยคิดว่า เรื่องของกู นมของกู อวัยวะเพศของกู


ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกหล่อนลืมไปว่า หล่อนเป็นเพียงสินค้าในตู้จอคอมพิวเตอร์ ที่นั่งโชว์อวดของดี แสดงท่ายั่วยวน ถึงจุดสุดยอด เพียงเพื่อให้ตัวเองเป็น ผู้ถูกจ้องมอง หล่อนกลายเป็นสินค้าทางเพศที่เลือกอะไรไม่ได้ นอกจากแสดงท่ายั่วยวน หล่อนไม่ได้มีอำนาจอันใดในร่างกายของตนเองแม้แต่น้อย หล่อนตกอยู่ในสายตาของเพศชาย และสังคมที่เพศชายมองพวกหล่อนเป็นวัตถุเท่านั้น หล่อนมีค่าไม่ต่างจากการ์ตูนสามมิติเซ็กซี่ในโลกไซเบอร์ที่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชาย


หล่อนไม่มีตัวตน ไม่มีหัวใจ ไม่มีวิญญาณ และไม่มีสิทธิใดๆ เพราะหล่อนเป็นวัตถุ

(บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารคนมีสี)

เมื่อครั้งเห็นข่าวดาราและไฮโซเปลือยผ้า ถ่ายนู้ดเพื่อหารายได้มาทำบุญให้วัดพระบาทน้ำพุ สิ่งแรกที่แวบขึ้นมาในสมองคือ ชื่อวัดคณิกาผล

วัดคณิกาผล ปัจจุบันเป็นวัดสายมหานิกาย ตั้งอยู่ถนนพลับพลาไชย บริเวณ "ไชน่าทาวน์" เยาวราช ตามประวัติว่า ในอดีตย่านนั้นเป็นสถานที่รวมของสำนักโคมเขียว ซึ่งวัดนั้นเดิมสร้างขึ้นจากกลุ่มหญิงบริการกลุ่มหนึ่งที่มีหัวหน้ากลุ่มที่ชื่อ ยายแฟง เป็นผู้รวบรวม และ ออกทุนให้สร้างวัดพุทธศาสนานิกายเถรวาทขึ้นที่บริเวณตรอกโคก (ปัจจุบันคือ ถนนพลับพลาไชย) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีศาลเจ้าจีน และ โรงเจตั้งขึ้นอยู่ก่อนแล้วมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกกันง่ายๆ ตามชื่อตรอกว่า วัดโคก วัดนี้เปิดให้ชาวบ้าน และ สงฆ์ทำพิธีกรรมมานานจนกระทั่งเข้าสู่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรดาลูกหลานของย่าแฟงจึงขอพระกรุณาโปรดเกล้าจากรัชกาลที่ 4 ให้พระราชทานนามของวัดโคกเสียใหม่ พระองค์จึงได้พระราชทานนามว่า วัดคณิกาผล ตามประวัติที่มาเดิมนั่นเอง

บริเวณทางเข้าหน้าวัด มีพระพุทธรูปสมเด็จพระอาจารย์โตแห่งวัดระฆังตั้งให้ผู้มีจิตศรัทธาได้แวะเข้ามากราบไหว้ และเมื่อเดินลึกเข้าไปข้างในมีรูปปั้นครึ่งตัวของยายแฟงตั้งอยู่ มีคำจารึกที่ว่าวัดคณิกาผลนี้ สร้างขึ้นโดยคุณยายแฟง บรรพบุรุษของตระกูลเปาโลหิตในปีพุทธศักราช 2346 (ข้อมูลจาก http://www.bmasmartschool.com)
วัดคณิกาผล จึงเป็นวัดที่เป็นผล แห่งนางคณิกา โดยแท้ ซึ่งมิใช่ความผิดของนางคณิกา หากต้องการจะสร้างวัดเพื่อทำบุญเอาบุญไปไว้เพื่อชาติหน้าจะได้ไม่ต้องมาลำบากลำบนขายตัว ไม่รู้ว่าคณิกาสมัยก่อนเขาคิดกันอย่างนี้หรือเปล่านะ แต่ข้าพเจ้าบังเอิญได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง ที่ผันตัวจากพนักงานธุรการในบริษัทอาหารชื่อดัง ไปเป็นนางคณิกาในคลับหรูอันดับหนึ่ง ที่มีค่าตัวออฟครั้งละ 2,500 บาท ขึ้นไป เธอเป็นหญิงสาวที่ชอบทำบุญมาก ทุกเดือนเธอต้องไปทำบุญโลงศพที่วัดหัวลำโพง มีบุญอะไรบอกได้ เธอช่วยหมด เธอว่า ชาติหน้าจะได้ไม่ลำบากอย่างที่เป็น เป็นความเชื่อฝังหัวเธอมาก ปัจจุบันเธออยู่ต่างประเทศ มีชายชาวอเมริกันรับเธอเป็นภรรยา และเธอเชื่อว่าเป็นผลจากการที่เธอหมั่นทำบุญกุศล

ไม่แปลกที่คน (ที่คิดว่าตนเอง) บาป จะหมั่นขยันทำบุญ และก็มิใช่เรื่องผิด ที่สังคมจะต้องประณาม หยามเหยียด หากต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเธอ ศาสนาเป็นสิ่งเดียวที่ยึดโยงจิตใจของพวกเธอ และทำให้เธอมีความหวัง (แม้จะฟังดูลมๆ แล้งๆ) กับชีวิตชาตินี้หรือชาติหน้า ดังในอดีตที่คณิกาก็สามารถรวมกลุ่มสนับสนุนสร้างวัดได้

แปลว่าข้าพเจ้าเห็นด้วยกับการถ่ายนู้ดทำบุญ... หลายคนกำลังถาม

มองเผินๆ อาจจะใช่ ข้าพเจ้าให้ความเป็นธรรมกับพวกหล่อน ในการทำบุญ ทว่า วิธีการทำบุญแบบนี้ดูว่าจะมีนัยยะแอบแผงหลายประการ อันควรค่าแก่การประณามหยามเหยียด!!

พวกหล่อน กระทำการนี้ โดยมิได้มีเจตนาบริสุทธิ์เพื่อการทำบุญ เขียนเป็นโมเดลก็คือ หล่อน--------ถ่ายนู้ด(มีคำปกป้องโก้เก๋ว่าไม่เอาค่าตัว)---------โฆษณา/ลงสื่อ/เป็นข่าว-----------ประมูล-----------เอาเงินไปทำบุญ

ก็พวกหล่อนแต่ละคน ล้วนเป็นคนมีหน้ามีตา มีเงิน มีศักดิ์ศรีในสังคม พวกหล่อนกำเงินไปคนละสามหมื่นห้าหมื่น (หรือบางคนไอ้เงินหลักล้านนั้นถือว่า ขี้ๆ) ไปทำบุญโดยตรงเลยตั้งแต่แรก ตัดขั้นตอนทั้งหมดออก แล้วมันไม่ตรงกว่าหรือ นั่นคือ พวกหล่อนต้องการทำบุญ อย่ามาอ้างกันว่า ทำบุญๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะหล่อนไม่ได้ต้องการทำบุญ พวกหล่อนอยากได้หน้า ว่าเป็นผู้ยอมแก้ผ้าเพื่อทำบุญ

กรอบสำคัญของทั้งหมดนี้ คือ ระบบคิดแบบทุนนิยม โดยมีนิตยสารเล่มนั้นเป็นผู้สร้างจุดขาย โดยใช้วิธีคิดงี่เง่าด้วยการใช้ภาพนู้ดเพื่อสร้างจุดขาย มิใช่แค่การเหยียดหญิง ทว่า เหยียดมนุษย์ ทั้งหญิงชาย เหยียดหยามสติปัญญาของผู้เสพงานศิลปะ เหยียดหยามมูลค่าความเป็นคน เหยียดหยามกระทั่งนิตยสารของตัวเอง

หากต้องการถ่ายภาพนู้ดแบบศิลปะ ก็ทำไป เป็นสิทธิ์ของการใช้เรือนร่างทั้งมวล ในทางของทุนนิยม แต่เมื่อคุณเอาสิ่งนี้เข้ามาเป็นจุดขาย เพื่อหาเงิน แล้วยังจะอ้างว่าเอาไปทำบุญ นั่นคือหายนะ

มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินกว่าจะเรียกว่าบริสุทธิ์ใจ

เจตนาของนางแบบอาจจะดี แต่กระบวนการคิดทั้งมวล มันบิดเบี้ยว อย่างน่าตกใจ

ข่าวคราวจบลงเมื่อ พระอุดมประชาทร หรือหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ปฏิเสธรับเงินดังกล่าว โดยมีเหตุผลว่า หลังมีข่าวออกไป ทางญาติโยมก็โทรศัพท์มาบอกว่าทางวัดไม่ควรรับเงินดังกล่าวเพราะไม่เหมาะสม อาตมาก็เห็นด้วย เพราะหากรับจะดูเหมือนไปส่งเสริมการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ต้องขอบใจในน้ำใจอันดีงามของเหล่าดารานางแบบที่ต้องการจะช่วยเหลือทางวัด แต่ทางที่ดีควรหาวิธีการที่เหมาะสม จะจัดแข่งกีฬา หรือจัดการแสดงดนตรีน่าจะเหมาะกว่า อาตมาคงรับเงินไม่ได้ แต่หากผู้จัดและเหล่าดารามีความตั้งใจจริง ก็ให้นำเงินการกุศลครั้งนี้ไปมอบให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี แทน เพราะที่นั่นมีลูกหลานของผู้ป่วยเอดส์เรียนหนังสืออยู่ (เดลินิวส์ วัน เสาร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2550)

นอกจากนี้ยังปิดท้ายรายการด้วยข่าว หนึ่งในนางแบบออกมาให้สัมภาษณ์ว่า แต่เข็ดเลยกับการทำงานแบบนี้ ต้องบอกว่าต่อไปนี้ ต้องคิดเยอะๆ กับการรับงานอะไรก็ตาม ต้องคิดเสมอว่าถ้ารูปนี้ไปอยู่หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์จะเกิดอะไรขึ้น ต่อไปนี้คงจะได้เห็นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย (คมชัดลึก 16 เมษายน 2550)

เรียกว่า วงแตก

ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ตามข่าวว่า ตกลงดาราทั้งมวล เขาได้เอาเงินไปทำบุญที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์33 ตามที่หลวงพ่ออลงกตท่านชี้แนะหรือไม่

นางคณิกา เขายังสร้างวัดกันสำเร็จ เลยนะ จะบอกให้

(บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารคนมีสี)

เคยเป็นไหมนะ

ทั้งๆ ที่เรามั่นใจตัวเอง

แต่บางเวลา ที่เราทะเลาะกับใคร

แล้วเราก็มานั่งเสียใจ ว่าเราทำไมถึงไม่มีค่า

ขี้โมโห เจ้าอารมณ์ เพื่อนไม่คบ คนรักก็เมินหมาง

ฉันเป็นคนจริงจังกับชีวิต

แม้ว่าภายนอกจะออกอาการต่อต้านสังคม แต่ฉันเป็นคนจริงจัง

ยึดถือคำพูดของคน ฉันพูดบ่อยๆ ว่าฉันเชื่อคนง่าย เพราะฉันเป็นคนเชื่อคำพูดคน

ฉันถือว่าเมื่อคนพูด หมายความว่าเขาคิดว่าเขาต้องทำ

ฉันยึดมั่นคำพูด

แต่มันอาจจะเป็นนิสัยที่แย่ของฉันก็ได้

ที่ยึดมั่นจริงจังกับถ้อยคำ

และฉันก็มักเสียใจบ่อยๆ เพราะมันไม่เป็นเช่นนั้นหรอก

โลกมันไม่เป็นเช่นนั้น

โลกไม่มีคำสัญญา ฉันว่านะ

ฉันเคยเป็นคนขี้เมามากๆๆๆๆๆๆ เพราะฉันรู้สึกผิดหวัง

และรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า

ฉันรู้ว่ามันไม่ดี

และฉันก็ไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว

แต่บางวัน ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ด่าอยู่ดี

แม้ว่าวันนั้น ฉันจะนั่งอยู่ท่ามกลางกองภูเขาแห่งการงาน

ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำมันไปเพื่ออะไร ไร้ค่าสิ้นดี

ถึงฉันทำงานเสร็จสิ้นเรียบร้อยทั้งหมด

ฉันก็ไม่มีค่าเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

ฉันจะทำอย่างไร

กับความรู้สึกไร้ค่าเช่นนี้


edit @ 2007/08/31 23:16:50



midorikwa
View full profile